การพนันเป็นหัวข้อที่ทั้งใกล้ตัวและอ่อนไหวในสังคมไทย ด้านหนึ่ง กฎหมายและค่านิยมกระแสหลักมักมองว่าเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ อีกด้านหนึ่ง ความเป็นจริงในชีวิตประจำวันบอกเราว่า คนจำนวนมากยังคงเกี่ยวข้องกับการพนันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสลากกินแบ่งของรัฐ การเดิมพันแข่งม้า หรือการพนันที่ผิดกฎหมายและออนไลน์ที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ
บทความนี้ชวนมอง“การพนันกับศีลธรรม”ในสังคมไทยอย่างรอบด้าน แต่เน้นไปที่ผลลัพธ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเรากล้าพูดคุยกันอย่างเปิดใจ ว่าเราควรจัดการเรื่องนี้อย่างมีความรับผิดชอบอย่างไร เพื่อปกป้องคนรุ่นใหม่ ครอบครัว และชุมชนไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษารากฐานทางศีลธรรมแบบไทย ๆ เอาไว้ได้
ฉากหลังสำคัญ : กฎหมาย วัฒนธรรม และความเป็นจริงเรื่องการพนันในไทย
หากจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างjeux d’argentหรือการพนัน และศีลธรรมในสังคมไทย จำเป็นต้องมองภาพกว้างทั้งสามด้านไปพร้อมกัน คือ กฎหมาย วัฒนธรรม และพฤติกรรมจริงของผู้คน
1. มุมมองด้านกฎหมาย
ในประเทศไทย การพนันส่วนใหญ่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ภายใต้กฎหมายที่ใช้บังคับ เช่น กฎหมายว่าด้วยการพนัน ที่จำกัดกิจกรรมการพนันให้เหลือเพียงประเภทที่รัฐอนุญาตอย่างชัดเจน เช่น
- สลากกินแบ่งรัฐบาล และสลากการกุศลบางประเภท
- การพนันในการแข่งม้าในสนามที่ได้รับอนุญาต
นอกเหนือจากนั้น ทั้งบ่อนการพนัน การพนันออนไลน์ หรือการพนันรูปแบบต่าง ๆ ส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทผิดกฎหมาย แม้ในทางปฏิบัติจะยังพบเห็นได้ในหลายพื้นที่ของสังคมไทยก็ตาม
2. มุมมองด้านพุทธศาสนาและศีลธรรมแบบไทย
พุทธศาสนาในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อกรอบคิดเรื่องศีลธรรม การพนันจึงมักถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น
- คำสอนเกี่ยวกับอบายมุขที่ระบุว่า การพนันเป็นหนึ่งในเหตุแห่งความเสื่อม
- การเน้นย้ำเรื่องความไม่ประมาทและการใช้จ่ายทรัพย์อย่างรอบคอบ
- การให้คุณค่ากับความขยัน ซื่อสัตย์ และการทำมาหาได้ด้วยแรงงานและความรู้ มากกว่าความหวังพึ่งโชค
ดังนั้น ในเชิงศีลธรรม การพนันมักเชื่อมโยงกับภาพลบในสายตาคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงระดับครอบครัวและชุมชน ที่มองเห็นผลเสียจากหนี้สิน การทะเลาะเบาะแว้ง และการละเลยหน้าที่ที่อาจตามมา
3. ความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน
แม้กฎหมายและศีลธรรมกระแสหลักจะค่อนข้างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ การพนันยังปรากฏอยู่ในชีวิตคนไทยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
- การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นกิจวัตร
- การเล่นพนันขนาดเล็กในกลุ่มเพื่อนหรือในงานสังสรรค์บางโอกาส
- การเดินทางไปเล่นพนันในประเทศเพื่อนบ้านที่มีกฎหมายอนุญาต
- การพนันออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านสมาร์ตโฟน
ช่องว่างระหว่างค่านิยมทางศีลธรรมกับพฤติกรรมจริงนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญว่า สังคมไทยจะจัดการกับประเด็นการพนันอย่างไร ให้สอดคล้องกับทั้งความเป็นจริงและรากฐานทางศีลธรรมของเรา
ทำไมคนไทยยังเล่นพนัน ทั้งที่สังคมมองว่า “ไม่ดี” ?
การเข้าใจแรงจูงใจเบื้องหลังการเล่นพนัน ช่วยให้เรามองประเด็นนี้อย่างสร้างสรรค์มากกว่าการด่วนตัดสินว่า “ผิด” หรือ “ถูก” เท่านั้น ปัจจัยสำคัญที่มักพบ ได้แก่
- ความหวังทางเศรษฐกิจ– ในบริบทที่รายได้ไม่มั่นคง การพนันอาจถูกมองเป็นโอกาส “ทางลัด” แม้จะมีความเสี่ยงสูง
- ความสนุกและการเข้าสังคม– สำหรับบางคน การพนันเป็นรูปแบบหนึ่งของความบันเทิง การลุ้น และการใช้เวลาอยู่กับเพื่อนฝูง
- ความเชื่อเรื่องโชคและดวง– วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับดวง โชคลาภ เลขมงคล จึงไม่แปลกที่การพนันจะเชื่อมโยงกับพิธีกรรม ความเชื่อ และเรื่องเล่าในชีวิตประจำวัน
- การขาดความรู้ด้านการเงิน– คนจำนวนไม่น้อยไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงระยะยาวของการเล่นพนันต่อฐานะการเงินของตนเองและครอบครัว
การมองเห็น “เหตุผล” เหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าเราควรสนับสนุนการพนัน แต่เป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการออกแบบแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อคนจริง ๆทั้งในแง่การป้องกัน การให้ความรู้ และการคุ้มครองผู้ที่อาจเปราะบางต่อปัญหาการพนัน
มิติด้านศีลธรรม : เมื่อพุทธศาสนา ครอบครัว และชุมชนร่วมกันตั้งคำถาม
ในสังคมไทย ศีลธรรมเกี่ยวกับการพนันไม่ได้เกิดจากศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมจากหลายปัจจัย ที่เมื่อทำงานร่วมกันแล้ว สามารถเป็นกลไกเชิงบวกในการปกป้องสังคมได้ หากใช้ให้ถูกทาง
1. พุทธศาสนากับมุมมองเรื่องการพนัน
แม้คำสอนทางพุทธศาสนาจะไม่ได้ห้ามการพนันในรูปแบบบัญญัติศีลห้าโดยตรง แต่มีหลักคำสอนจำนวนไม่น้อยที่ทำให้ชาวพุทธมองการพนันอย่างระมัดระวัง เช่น
- การจัดให้การพนันเป็นหนึ่งในอบายมุขที่ทำให้เสียทรัพย์
- การเน้นความสำคัญของสัมมาอาชีวะหรือการประกอบอาชีพโดยชอบ
- การเตือนเรื่องความประมาท การหมกมุ่น และการยึดติดในความโลภ
หากมองในเชิงสร้างสรรค์ หลักคำสอนเหล่านี้สามารถกลายเป็นกรอบคิดด้านจริยธรรมสำหรับออกแบบนโยบายและแนวทางการป้องกันปัญหาการพนันที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์แบบไทย ๆ ได้เป็นอย่างดี
2. ครอบครัวไทย : เกราะป้องกันด่านแรก
ครอบครัวเป็นพื้นที่ที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติเรื่อง “ถูก–ผิด” อย่างมาก โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความกตัญญูและความรับผิดชอบต่อพ่อแม่ ลูก และญาติพี่น้อง การสื่อสารในครอบครัวจึงสามารถเกิดผลเชิงบวกได้หลายประการ เช่น
- ช่วยปลูกฝังให้เด็กรู้จักคุณค่าของเงินและการทำงาน
- ช่วยอธิบายความเสี่ยงของการพนันด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
- สร้างบรรยากาศที่สมาชิกกล้าขอความช่วยเหลือ หากเริ่มมีปัญหาจากการพนัน
เมื่อครอบครัวใช้มุมมองด้านศีลธรรมควบคู่กับข้อมูลที่ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้คือการป้องกันเชิงรุกที่ช่วยลดโอกาสให้คนในบ้านตกอยู่ในวงจรหนี้สินหรือปัญหาด้านจิตใจจากการพนันได้มากขึ้น
3. ชุมชนและสังคม : จากการตีตรา สู่การช่วยเหลือกันอย่างเป็นรูปธรรม
การมองการพนันเพียงมิติเดียวว่าเป็น “สิ่งเลวร้าย” อาจนำไปสู่การตีตราผู้ที่มีปัญหา จนทำให้พวกเขาไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ทั้งที่ในความเป็นจริง ชุมชนสามารถเป็นแหล่งพลังบวกที่สำคัญได้ หากมองประเด็นนี้อย่างเข้าใจมากขึ้น เช่น
- การมีกิจกรรมชุมชนที่สร้างทางเลือกด้านความสนุกและการเข้าสังคมที่ไม่ผูกกับการพนัน
- การจัดวงพูดคุยเล็ก ๆ ระหว่างผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา และคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของการพนัน
- การให้กำลังใจผู้ที่ต้องการเลิกเล่นพนัน แทนที่จะซ้ำเติม
เมื่อชุมชนลดการตัดสิน และเพิ่มการให้ข้อมูลและพื้นที่ปลอดภัย ผลลัพธ์เชิงบวกคือ การลดปัญหาสังคมระยะยาว พร้อมรักษาความสัมพันธ์ในชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เมื่อสังคมกล้าพูดเรื่องการพนัน : โอกาสเชิงบวกที่มักถูกมองข้าม
หลายครั้งการหลีกเลี่ยงไม่พูดเรื่องการพนัน ทำให้เราพลาดโอกาสสำคัญในการใช้ข้อมูลและศีลธรรมมาร่วมกันออกแบบทางออกที่ดีต่อทุกฝ่าย หากสังคมไทยกล้าพูดถึงการพนันอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์มากขึ้น อาจเกิดประโยชน์สำคัญอย่างน้อยสามด้าน
1. สร้างวัฒนธรรมการเงินที่รับผิดชอบ
การพูดคุยเรื่องการพนันอย่างเปิดเผย ช่วยเปิดประตูไปสู่การพูดเรื่องการเงินส่วนบุคคลในภาพรวม เช่น
- การทำบันทึกรายรับ–รายจ่าย
- การออมและการลงทุนอย่างมีความรู้
- การประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจเรื่องเงินทุกครั้ง
เมื่อผู้คนเข้าใจเรื่องการเงินดีขึ้น การพนันย่อมถูกมองเป็นเพียงหนึ่งในความเสี่ยงทางการเงินที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ “ทางออก” ของปัญหาเศรษฐกิจส่วนตัว นี่คือจุดเริ่มต้นของสังคมที่เข้มแข็งด้านการเงินและมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น
2. ปกป้องผู้ที่เปราะบางต่อปัญหาการพนัน
ในทุกสังคม มักมีกลุ่มคนที่เปราะบางเป็นพิเศษต่อการพนัน เช่น คนที่มีรายได้ไม่แน่นอน คนที่มีปัญหาความเครียดหรือภาวะทางอารมณ์ หรือเยาวชนที่ยังไม่เข้าใจผลกระทบระยะยาว การพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาช่วยให้เรา
- มองเห็นสัญญาณเตือนของปัญหาการพนันได้เร็วขึ้น
- ออกแบบการให้ข้อมูลและการช่วยเหลือที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม
- ลดความรู้สึกละอายที่เป็นอุปสรรคต่อการขอความช่วยเหลือ
ยิ่งข้อมูลชัดเจนเท่าไร โอกาสที่คนกลุ่มเปราะบางจะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
3. ลดช่องว่างให้ตลาดผิดกฎหมาย
เมื่อสังคมไม่พูดถึงการพนัน แต่ความต้องการยังคงมีอยู่ ช่องว่างนี้มักถูกเติมเต็มด้วยตลาดผิดกฎหมายที่ไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้เล่น การถกเถียงเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับบทบาทของกฎหมาย มาตรการป้องกัน และการบังคับใช้ที่จริงจัง สามารถช่วยให้สังคม
- ออกแบบนโยบายที่เน้นการคุ้มครองประชาชนเป็นศูนย์กลาง
- ลดอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ที่แสวงหากำไรจากความเปราะบางของผู้อื่น
- เพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในกติกาของสังคม
การจัดการที่ดีไม่ได้แปลว่าต้องส่งเสริมหรือเปิดเสรีการพนัน แต่หมายถึงการยอมรับความเป็นจริง และใช้กฎหมาย ศีลธรรม และข้อมูล มาออกแบบระบบที่ปกป้องผู้คนได้อย่างแท้จริง
มุมมองด้านเศรษฐกิจและนโยบาย : ศีลธรรมกับความเป็นจริงจะเดินคู่กันได้อย่างไร
เมื่อพูดถึงการพนัน มักมีคำถามตามมาว่า “ผลดีผลเสียทางเศรษฐกิจคืออะไร” และ “ถ้าจัดการไม่ดี ใครได้ ใครเสีย” แม้รายละเอียดเชิงตัวเลขจะต้องอาศัยงานวิจัยเชิงลึก แต่ในเชิงหลักการ เราสามารถมองภาพกว้างได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเด็น | หากสังคมเลี่ยงพูดถึงการพนัน | หากสังคมกล้าพูดและวางนโยบายเชิงรุก |
|---|---|---|
| ผลต่อประชาชนทั่วไป | ขาดข้อมูล ตัดสินใจจากความเชื่อหรือคำบอกเล่าเป็นหลัก | เข้าถึงข้อมูลความเสี่ยง เห็นตัวอย่างจริง และวางแผนการเงินได้ดีขึ้น |
| ผู้ที่มีแนวโน้มติดพนัน | หลบซ่อน ปัญหาถูกพบเมื่อสายเกินไป | มีช่องทางขอคำปรึกษาเร็วขึ้น ลดโอกาสเกิดหนี้สินรุนแรง |
| เศรษฐกิจครัวเรือน | ความเสี่ยงถูกซ่อนในหนี้นอกระบบหรือภายในครอบครัว | มีแนวทางป้องกันและฟื้นฟู เช่น การวางงบประมาณ การเจรจาหนี้ |
| ศีลธรรมและค่านิยม | เน้นการประณาม แต่อาจไม่ช่วยลดปัญหาเชิงโครงสร้าง | ใช้ศีลธรรมเป็นกรอบออกแบบนโยบายที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ |
สิ่งสำคัญคือ การมองว่าศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเป็น “คู่ตรงข้าม” กับการจัดการเชิงนโยบาย หากแต่สามารถเป็นหัวใจของนโยบายได้ เมื่อเราให้คุณค่ากับการปกป้องผู้เปราะบาง ความเป็นธรรม และความโปร่งใส
กรณีตัวอย่างเชิงบวกในระดับชุมชน (เชิงแนวคิด)
เพื่อลองจินตนาการถึงทิศทางเชิงบวก ลองดูตัวอย่างเชิงแนวคิดของชุมชนไทยที่เลือกจัดการประเด็นการพนันอย่างสร้างสรรค์
- ชุมชนที่จัดเวทีเสวนาเล็ก ๆ– ผู้นำชุมชน ครู พระสงฆ์ และเยาวชน มานั่งแลกเปลี่ยนกันว่า การพนันส่งผลต่อครอบครัวอย่างไร พร้อมช่วยกันออกแบบกิจกรรมทดแทน เช่น กีฬาชุมชนหรือสโมสรการเงิน
- กลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์– คนในชุมชนรวมกลุ่มออมเงินแทนการเสี่ยงดวง แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการเงิน และกำหนดกติกาช่วยเหลือกันเมื่อมีคนในกลุ่มเริ่มมีปัญหาหนี้จากการพนัน
- โรงเรียนที่สอนการคิดเชิงวิพากษ์เรื่องการพนัน– แทนที่จะบอกเพียงว่า “ห้าม” โรงเรียนอาจใช้ข้อมูลจริงมาช่วยให้นักเรียนคิดเป็น เห็นความน่าจะเป็น เห็นผลกระทบต่อชีวิต และเรียนรู้การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
แม้ตัวอย่างเหล่านี้จะเป็นเพียงแนวคิด แต่สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อชุมชนมองการพนันเป็นเรื่องที่จัดการได้ไม่ใช่เรื่องต้องปิดบัง ก็จะสามารถออกแบบวิธีการที่เหมาะกับบริบทของตนเองได้อย่างยืดหยุ่นและสร้างสรรค์
บทบาทของสื่อ การศึกษา และผู้นำทางศาสนา
การสร้างสมดุลระหว่างการพนันกับศีลธรรมในสังคมไทย ไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาพร่วมที่สื่อ การศึกษา และผู้นำทางศาสนาต่างมีส่วนสำคัญ
1. สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์
สื่อมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งข้อมูลหลักของประชาชน หากสื่อเลือกนำเสนอเรื่องการพนันอย่างมีความรับผิดชอบ ผลเชิงบวกที่เกิดขึ้นอาจรวมถึง
- ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเรื่องกฎหมายและความเสี่ยง
- เน้นเล่าเรื่องจากมุมของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่การซ้ำเติม
- นำเสนอทางเลือกด้านความบันเทิงและการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกว่า
2. ระบบการศึกษา
โรงเรียนและมหาวิทยาลัยสามารถปลูกฝังทักษะที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่มีภูมิคุ้มกันต่อการพนัน เช่น
- ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) และการมองความเสี่ยง
- ความรู้พื้นฐานด้านการเงิน การออม การลงทุน
- การมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างการตัดสินใจวันนี้ กับคุณภาพชีวิตในระยะยาว
เมื่อเยาวชนมี “เครื่องมือคิด” ที่ดี การพนันจะไม่ใช่เรื่องของโชคอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจที่ต้องรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และอนาคต
3. ผู้นำทางศาสนา
ในสังคมไทย พระสงฆ์และผู้นำทางศาสนามีอิทธิพลต่อค่านิยมและศีลธรรมเป็นอย่างมาก หากท่านเลือกพูดถึงการพนันในเชิงเมตตาและให้ข้อมูลควบคู่กับหลักธรรม ผลที่เกิดขึ้นอาจได้แก่
- ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหากล้าขอคำปรึกษา
- ใช้หลักธรรมเช่น ความพอดี ความไม่ประมาท และสัมมาอาชีวะ มาเป็นกรอบคิด
- สร้างบรรยากาศที่ศีลธรรมไม่ใช่แค่คำสั่งห้าม แต่เป็นแนวทางใช้ชีวิตที่นำไปสู่ความสงบและมั่นคง
ครอบครัวไทยจะใช้ “ศีลธรรม” เป็นเกราะป้องกันเชิงบวกได้อย่างไร
สำหรับหลายครอบครัว การพนันอาจเป็นประเด็นที่ไม่อยากพูดถึง แต่การเลือกเงียบอาจทำให้คนรุ่นใหม่ไปเรียนรู้จากแหล่งอื่นที่ไม่เหมาะสม แทนที่จะได้รับข้อมูลรอบด้านจากคนที่รักและหวังดี ครอบครัวสามารถเริ่มได้จากก้าวเล็ก ๆ ที่ทำได้จริง เช่น
- เริ่มจากการเล่าเรื่องจริง– เล่าประสบการณ์ของคนใกล้ตัว (โดยไม่ประณาม) เพื่อให้เห็นภาพผลกระทบของการพนันอย่างจับต้องได้
- เชื่อมโยงกับคุณค่าที่บ้านให้ความสำคัญ– เช่น ความรับผิดชอบ ความกตัญญู การดูแลพ่อแม่ลูก คู่ครอง และอนาคต
- ตั้งกติกาทางการเงินร่วมกัน– เช่น การทำงบประมาณครอบครัว การแบ่งเงินออม เงินใช้จ่าย และวางข้อตกลงว่าห้ามนำเงินจำเป็นไปเสี่ยงพนัน
- เปิดพื้นที่ให้ถาม–ตอบ– หากลูกหลานสงสัยหรือเริ่มสนใจเรื่องการพนัน ให้ใช้โอกาสนั้นอธิบายอย่างใจเย็น ด้วยข้อมูลจริงและเหตุผล
เมื่อศีลธรรมถูกใช้ในเชิงการดูแลและปกป้องมากกว่าการลงโทษ ครอบครัวจะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้สมาชิกตัดสินใจเรื่องการพนันได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
สรุป : ทางสายกลางระหว่างความจริงเรื่องการพนันและค่านิยมศีลธรรมแบบไทย
การพนันในสังคมไทยเป็นประเด็นที่มีหลายมิติซ้อนทับกัน ทั้งกฎหมาย เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และพุทธศาสนา เมื่อมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ง่ายที่จะสรุปว่า “ควร” หรือ “ไม่ควร” อย่างสุดโต่ง แต่หากเรามองภาพรวม จะพบว่า สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือการหาทางอยู่ร่วมกับความจริงโดยไม่ละทิ้งรากฐานศีลธรรมของเรา
จุดแข็งของสังคมไทยอยู่ที่ความผูกพันในครอบครัว ความเกื้อกูลในชุมชน และค่านิยมทางพุทธศาสนาที่เน้นความไม่ประมาทและความรับผิดชอบต่อกัน หากเราใช้จุดแข็งเหล่านี้มาตั้งต้น แล้วผสมผสานกับข้อมูลที่ถูกต้อง การคิดเชิงวิพากษ์ และนโยบายสาธารณะที่โปร่งใส การพนันก็จะไม่ใช่เรื่องต้องปิดบัง แต่เป็นเรื่องที่สังคมไทยสามารถพูดคุย วางกติกา และปกป้องผู้คนได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ในท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “การพนันผิดศีลธรรมหรือไม่” แต่คือคำถามที่ลึกกว่านั้นว่าเราจะใช้กรอบศีลธรรมแบบไทย ๆ เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเอื้อให้คนทุกคนมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมั่นคงได้อย่างไรและเมื่อสังคมกล้าตอบคำถามนี้ร่วมกัน นั่นคือก้าวสำคัญสู่อนาคตที่แข็งแรงและเมตตายิ่งขึ้นของสังคมไทย
